MobileUncategorized

รีวิว AR Emoji จาก Galaxy S9 S9+ ปรับลุคให้เหมือนตัวคุณ

AR-Emoji-Samsung-nine

สวัสดีครับ วันนี้จะพามาแนะนำให้รู้จักกับแอปพลิเคชันตัวหนึ่งชื่อว่า AR Emoji ที่เพิ่งมีให้ใช้งานกันในโทรศัพท์มือถือ Galaxy S9 ของทาง Samsung โดยจะเป็นแอปพลิเคชันที่จะเปลี่ยนใบหน้าเราให้เป็นตัวละครเสมือนจริง ซึ่งเปิดตัวครั้งแรกในงาน Mobile World Congress 2018 โดยลักษณะการทำงานนั้นจะคล้ายกับ Animoji ของค่าย Apple เพียงแต่จะเน้นความเสมือนจริงมากกว่า ในขณะที่ Animoji เน้นตัวละคร หรือสัตว์ที่เป็นตัวการ์ตูนชัดเจน แต่ถึงยังไงก็ตามดูเหมือนว่าจะได้เสียงตอบรับที่ไม่ดีนักสำหรับ AR Emoji ทำไมมันถึงเป็นอย่างนั้น เราจะมาอธิบายให้ฟังกันต่อไปนี้

อันดับแรกเลย AR Emoji นั้นใช้เทคโนโลยีระดับวงการฮอลลีวู๊ด ที่พัฒนาโดยบริษัท Loam.ai โดยมีประสบการณ์ทำงานร่วมกับทางยักษ์ใหญ่ของวงการภาพยนต์อย่าง Lucasfilm, DreamWorks และ Disyney แถมวิศวกรที่ทำงานในบริษัท Loam.ai ยังได้รับรางวัลออสการ์ในสาขาเทคนิคอีกด้วย แต่อย่างไรก็ตาม การทำงานของ AR Emoji นั้นไม่ได้มีหลักการเดียวการที่ใช้ในวงการภาพยนตร์ เพราะในมือถืออย่าง Galaxy S9 นั้นไม่มีเซนเซอร์ที่จำเป็น หรือมากจะสร้างภาพจำลองที่เสมือนจริงบนใบหน้าเราได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ นั่นทำให้มันออกมาดูตลกเมื่อคุณได้เล่น AR Emoji

เมื่อนำไปเทียบกับค่ายคู่แข่งอย่าง iPhone X ที่มาพร้อมกับเซนเซอร์ที่เหนือกว่าอย่างมากจากมือถือ Galaxy S9 โดยตัว iPhone X จะมีกล้องหน้าพิเศษที่จะช่วยให้สามารถแสกนใบหน้าในรูปแบบสามมิติ และนำไปจำลองแบบได้ใน Animoji เพื่อนำไปใช้จับการเคลื่อนไหวของคุณในอนาคต ในขณะเดียวกัน Galaxy S9 ทำได้เพียงแค่แสกนในรูแบบ 2 มิติ เมื่อนำไปสร้างแบบจึงทำให้ได้แบบสามมิติที่หยาบ และไม่สมจริง มันคงจะดีกว่านี้ถ้าทาง Samsung ใช้เวลาในการพัฒนาแอปพลิเคชั่นให้มากกว่านี้ ด้วยเทคโนโลยีทันสมัย เราไม่อาจปฎิเสธได้ว่าพวกเขามีของดี แต่เพียงรีบนำออกมาเหมือนยังทำไม่เสร็จ

ถึงอย่างไรก็ตาม ผู้ใช้ของทั้งสองระหว่าง Animoji และ AR Emoji ไม่ได้คาดหวังว่าแอปพลิเคชั่นเหล่านี้จะเพอร์เฟ็ค แต่เป้าหมายหลักก็คือความสนุกสนามที่ได้ใช้งาน ไม่อาศัยขั้นตอนที่วุ่นวาย สามารถใช้งานได้ทุกวัย ตั้งแต่เด็กถึงผู้ใหญ่ ต่อไปนี้จะทั้งสองจะต้องพัฒนากันต่อไปอีกมาก ถ้าถามว่าตอนนี้ใครมีผู้ใช้ที่ชื่นชอบมากกว่ากัน ก็คงต้องตอบได้เต็มปากว่า Animoji แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า AR ของ Samsung นั้นจะไม่ได้ไม่มีคนชอบเลยก็ไม่ถูก ทุกวันนี้ทาง Samsung ออกมาอัพเดตแก้ไขกันอยู่ตลอดเวลา ถึงอย่างน้อยจะไม่สามารถแก้ที่ต้นเหตุได้ พวกเขาก็ยังคงทำงานต่อไปเพื่อให้ AR Emoji มีประสิทธิภาพมากขึ้นในอนาคต

มากกว่ากัน ก็คงต้องตอบได้เต็มปากว่า Animoji แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า AR ของ Samsung นั้นจะไม่ได้ไม่มีคนชอบเลยก็ไม่ถูก ทุกวันนี้ทาง Samsung ออกมาอัพเดตแก้ไขกันอยู่ตลอดเวลา ถึงอย่างน้อยจะไม่สามารถแก้ที่ต้นเหตุได้ พวกเขาก็ยังคงทำงานต่อไปเพื่อให้ AR Emoji มีประสิทธิภาพมากขึ้นในอนาคต

MobileUncategorized

15 แอปพลิเคชัน Android ที่ควรจะมีติดเครื่องไว้อย่างยิ่งแล้วชีวิตจะชิวมาก

apps Facebook Game Googlemap

รวมแอปพลิเคชันที่ต้องใช้ หรือต้องมีประจำปี 2018 ทั้งหมด 15 ตัวจากทั่วโลก ที่มีผู้ใช้กว่าหลายร้อยล้านคน ไปดูกันสิว่ามีตัวไหนที่คุณยังไม่มี!

1.Laucher App

โปรแกรมหน้าต่างที่เปิดให้ดาว์โหลดมากว่าหลายปีบนแอนดรอย ช่วยให้มือถือของเรามีสีสันมากขึ้น เช่นการเปลี่ยนหน้าจอ อนิเมชั่น และฟีเจอร์ต่างๆ อีกมากมายทำให้มือถือของคุณดูมีระดับขึ้นไปอีก

2.Assistant App

ถ้าไอโฟนมีซิริ แอนดรอย์ก็มี Google Assistant ที่มีความสามารถไม่แพ้กัน แถมเผลอๆ อาจจะฉลาดกว่าด้วยซ้ำ ทำให้กิจกิจกรรมภายส่วนตัวดำเนินไปอย่างสะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น

3.Swiftkey

โปรแกรมคียบอร์ดที่ทันสมัย มีผู้ใช้กว่า 250 ล้านคน ด้วยความอิสระในการปรับเปลี่ยนรูปแบบแป้นพิมพ์ที่หลากหลาย รวมถึงรองรับหลายภาษามากที่สุด

4.Google Duo

Google Duo เป็นแอปพลิเคชันสนทนาผ่านวีดีโอ ใช้งานง่าย และมีประสิทธิภาพสูง แถมฟีเจอร์เด่นอย่าง “Knock Knock” ช่วยแสดงภาพสดจากฝ่ายตรงข้ามก่อนที่เราจะเลือกรับสาย

5.Evernote

Evernote ช่วยให้เราจดบันทึกข้อความสำคัญๆ สามารถแทรกภาพ เสียง ข้อความ วีดีโอ รวมถึงอะไรก็ตามที่ชีวิตประจำวันคุณจะต้องใช้

6.WPS Office

แอปพลิเคชันจัดการเอกสารบนมือถือ ก็คล้าย ๆ กับ Microsoft Word หรือ Microsoft Office เพราะมีเครื่องมือสำหรับจัดการเอกสารแบบครบครันที่สุด รวมถึงการจัดการไฟล์ Excel Powerpoint และ PDF

7.Google News

อัพเดตข่าวสารทันโลก รวมถึงดูสภาพอากาศแล้วเรียลทามผ่านแอปพลิเคชัน Google News จัดเป็นแอปพลิเคชันยอดนิยมสูงสุดในสโตร

8.ES File Explorer

มือถือเมมเต็ม มือถือข้อมูลรกไปหมด ถึงเวลาจะต้องจัดการด้วยแอปพลิเคชันอย่าง ES File Explorer ช่วยให้จัดการ ไฟล์รูปภาพ วีดีโอ ย้ายเอกสาร แอปพลิเคชัน

9.Google Drive

ถ้าการลบไฟล์ ไม่ใช่คำตอบ ก็ย้ายขึ้นไปเก็บไว้ที่ Google Drive สิ เพราะว่า แอปพลิเคชัน Google Drive เป็นพื้นที่ฝากไฟล์ฟรีของทาง Google โดยมีขนาด 15GB ถ้าไม่พอก็สามรถซื้อเพิ่มได้ในภายหลัง

10.WhatsApp

แอปพลิเคชันสนทนาออนไลน์ฟรีทั่วโลก ไม่ว่าจะคุยผ่านข้อความ เสียง แชร์ภาพ หรือสถานที่ ทุกอย่างมีครบในแอปเดียว และมีผู้ใช้มากที่สุดในโลก เพราะมีความน่าเชื่อถือในด้านความปลอดภัยสูง

11.Google Chrome

ในคอมก็เก่ง ในมือถือก็เด่น ถ้าจะเปิดเว็บมองหา Google Chrome ใช่แล้วคุณทำถูกต้อง เพราะเป็นตัวเลือกที่ดีในการท่องเว็บ เพื่อความปลอดภัย และรวดเร็วในการรับชมเว็บไซต์โปรดของคุณ

12.Xender

ส่งไฟล์ธรรมดามันช้า ลองใช้ Xender สิเร็วกว่าเยอะ ไม่ว่าจะส่งผ่านคอมสู่มือถือ หรือมือถือ กับมือถือ จะแบบไหนก็เร็ว และปลอดภัย

13.MX Player

การดูหนังฟังเพลง คงไม่สนุกถ้าไม่มี MX Player เพราะปรับภาพหรือเสียงได้ตามใจ ไม่มีกระตุก หรือเสียงเบา

14.Google Map

หลงเหรอเข้า Google Map เลย! แสดงแผนที่ และการจารจรแบบเรียลไทม์ ช่วยให้การเดินทางบนท้องถนนเป็นไปอย่างสะดวกสบาย

15.PricsArt

ถ่ายรูปออกมาไม่สวย PicsArt แก้ได้ไม่ยาก เพียงไม่กี่คลิก จะเอาภาพแนวไหนก็เอาอยู่ ไม่แปลกว่าทำไมถึงมีคนใช้ทั่วโลกกว่า 100 ล้านคน

MobileUncategorized

5 แอพพลิชั่นถ่ายรูปบนมือถือ ที่คนชอบถ่ายภาพควรมี

App Camera Phone

ในปัจจุบัน เราไม่จำเป็นต้องมีกล้องถ่ายรูปราคาแพงอีกต่อไป เพราะแค่มีโทรศัพท์มือถือดีๆ สักเครื่องการถ่ายภาพ ก็กลายเป็นเรื่องง่ายทันที และแน่นอนว่าหากคุณเป็นคนที่รักการถ่ายภาพ ไม่ควรพลาดที่จะมีแอพพลิเคชั่นเหล่านี้ ติดเครื่องเอาไว้ เพราะนอกจากจะช่วยให้ถ่ายรูปได้สวยงามแล้ว ยังช่วยให้คุณเล่าเรื่องราวผ่านภาพได้ชัดเจนมากขึ้นด้วย และแอพพลิเคชั่นที่เราอยากแนะนำ มีดังนี้

1.Snapseed ถ้ามองในเรื่องของการใช้งานที่ง่ายแสนง่าย ต้องยกให้แอพนี้เป็นเบอร์ 1 เลยทีเดียว และนอกจากจะใช้งานง่ายแล้ว ยังมีฟิลเตอร์ที่น่าสนใจให้ได้เล่นอย่างหลากหลาย เหมาะกับคนที่ชอบถ่ายรูปเป็นที่สุด ที่สำคัญ คือ ขนาดของแอพไม่ใหญ่เกินไป มือถือรุ่นเก่าๆ ก็สามารถโหลดได้ โดยเฉพาะคนที่ชอบถ่ายรูปสถานที่ น่าจะชอบ เพราะมีฟิลเตอร์คอนทราด ที่จะช่วยให้สถานที่ ที่คุณถ่าย โดดเด่นอย่างมีศิลปะ

2. Camera 360 เป็นแอพที่แม่ค้าออนไลน์ต้องมี ทุกคน ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน อาจจะเป็นเพราะ การใช้งานของแอพที่ทำให้รูปที่ถ่ายออกมาดูสวยกว่าตัวจริง จึงทำให้เป็นที่นิยมของบรรดาเน็ตไอดอล และ แม่ค้าทั้งหลาย ซึ่งแน่นอนว่าแอพนี้ไม่ได้มีดีแค่ความฟรุ้งฟริ้ง ของรูปเพียงอย่างเดียว ยังช่วยให้การแต่งรูปง่ายขึ้นอีกด้วย ใครอยากหน้าสวย ผิวเนียน แบบไม่ต้องศัลยกรรม แอพนี้ตอบโจทย์ แน่นอน

3. VSCO Cam ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่อินกับการถ่ายภาพแนวสตรีทอาร์ท แอพนี้ เป็นอะไรที่เหมาะกับคุณมาก เพราะนอกจากจะช่วยในการปรับแต่งสีสันของภาพ ที่ให้อารมณ์แบบสตรีทแล้ว ยังมีฟังก์ชั่น ที่น่าใช้อีกมากมายทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นการเบลอขอบ การทำขอบดำ หรือแม้กระทั่งการครอปตัดภาพ สำหรับลงในสื่อออนไลน์ อย่างอินสตราแกรม ก็ตาม

4.Adobe Photoshop Lightroom for Mobile ถ้าไลท์รูมในคอมใช้ยากนัก ก็ลองหันมาทำในมือถือสิ แล้วคุณจะพบว่าง่ายกว่ากันเยอะ แต่ก็ยังให้อารมณ์ของการแต่งภาพแบบมืออาชีพอยู่ เหมาะกับคนที่ชอบการแต่งภาพแบบจริงจัง เพื่อการทำภาพขายตามโฟโต้สต๊อก หรือต้องการรูปเก๋ๆ ที่ดูเหมือนเป็นงานของมืออาชีพ

5.FotoRus มาเอาใจสายตัดแปะกันบ้างดีกว่า ถ้าคุณชอบงานรวมรูปหลายๆ รูป แล้วใส่คำคมเก๋ๆ FotoRus นี่แหละตอบโขทย์มากที่สุด และนอกจากนี้แล้ว ยังมีกรอบให้เลือกอย่างหลากหลาย เหมาะกับคนที่มีรูปเยอะๆ แล้วอยากลงเป็นเรื่องราว ให้ภาพเล่าเรื่องเป็นที่สุด

สำหรับ 5 แอพแต่งภาพที่เราภูมิใจนำเสนอนี้ บอกได้เลยว่า คุณควรมีติดเครื่อง อย่างน้อย 2 แอพ แล้วจะช่วยให้การทำภาพผ่านมือถือ ไม่ใช่เรื่องที่ยากอีกต่อไป

MobileUncategorized

ตั้งค่ามือถือ ROV ไม่มีสะดุด ลื่นๆ ใช้งานง่ายได้สบายเล่นสนุกทั้งวัน

Rov Setting Game Mobile Not Lag

แนะนำการตั้งค่าเพื่อเล่นเกม ROV ตั้งค่ายังไงไม่ให้เครื่องสะดุด ลื่นไหลเล่นได้อย่างต่อเนื่อง ไม่หัวร้อน วันนี้เรามี 5 วิธีมาแนะนำกัน เพื่อนๆ ลองเอาไปตั้งกันดูรับรองว่าช่วยได้อย่างแน่นอน ลุยๆ

1. ปิดให้หมดทุกอย่าง

อย่างแรกที่เราต้องทำเวลาที่เราจะเล่นเกม ROV เพื่อไม่ให้โทรศัพท์ทำงานหนักจนเกินไป และเกิดการสะดุดเวลาเล่นเกม เราต้องปิดแอปพลิเคชันที่ทำงานอยู่เบื้องหลังให้หมดทุกอย่าง เพื่อให้เครื่องมีระบบประมวลได้อย่างรวดเร็ว และทันต่อการเล่นเกมแบบออนไลน์ เพราะว่าเกมออนไลน์บนมือถือต้องการเครื่องที่กำลังในการประมวลผลแบบรวดเร็วเท่านั้น

2. 4G สำคัญ และดีที่สุด

หลายคนที่เล่นๆ ไปเล่นเกิดการสะดุด อารมณ์เสีย เกิดเน็ตหลุด บอกเลยว่าสัญญาณที่เราใช้มีผลอย่างมาก ใครที่คิดจะเล่นเกม ROV ผมขอแนะนำว่าใช้ 4G ไปเลย ทีเดียวจบ ลื่นสุดไม่มีสะดุดแน่นอน เพราะว่าหากเชื่อมต่อด้วยไวไฟ อย่างที่รู้กันดีอยู่แล้วว่าไวไฟของแต่ละค่ายที่บริการในบ้านเรา มันโคตรจะน่าหวั่นใจ ไม่มีความเสถียรเอาซะเลย และอีกอย่างคุณเองควรอยู่ที่ที่ไม่อัพสัญญาณด้วย

3. ปิดการแจ้งเตือน

ปัญหาสำคัญทักกันจังตอนเล่น ROV ไอ้พวกกล่องข้อความนี่นะ 555 ตอนไม่เล่นไม่ทัก ไม่คิดจะมีธุระอะไรเลย พอเล่นเกม ROV ที่ไรทักกันมาทุกที คุณต้องปิดการแจ้งเตือนทั้งหมด โดยเฉพาะพวกเฟสบุค และพวกไลน์นี่ตัวดีเลย เพราะว่าเวลามันเด้งแจ้งเตือน และเรากำลังจะกดปล่อยท่ามันจะไปโดยปุ่มเปิดอ่าน แล้วหน้าจอก็เด้งเข้ากล่องข้อความ ตายๆๆ มองไม่เห็นอะไรเลย แบบนี้จะเล่นยังไง ปิดให้หมด ตัดการสื่อสารเพื่อเล่น ROV ไปเลย อยากจะเล่นต้องใจถึงหน่อย

4. ปิดการปรับแสงหน้าจออัตโนมัติ

ปรับตั้งค่าแสงเอง แบบที่ไม่ต้องให้เครื่องปรับอัตโนมัติ เพราะว่าจะทำให้เครื่องสะดุด และก็หาที่ร่มๆ เล่น แสงจะได้ไม่เข้าเครื่อง เพราะว่ามันเล่นยาก มองอะไรไม่ค่อยเห็น

5. ปรับตั้งค่ากราฟฟิกให้เหมาะสม

สำคัญที่สุดคุณต้องค่าต่างๆ ให้เหมาะสมกับเครื่องของคุณ หากว่าเครื่องของคุณไม่ได้ดีอะไรมากมาย คุณต้องค่าภาพสวยๆ เอาไว้ เครื่องมันจะหน่วงแน่นอน คุณต้องค่ากราฟฟิคให้ต่ำที่สุด แนะนำเลยก็คือไม่ว่าเครื่องจะดีแค่ไหน ก็ตั้งค่ากราฟฟิคระดับกลางก็พอ เพราะมันกินแรงเครื่องเยอะ ยิ่งไปบวกกับเวลาที่เนตสะดุดอีก แบบนี้ค้างแน่นอน เล่นยังไงก็เสียอารมณ์ ปิดในส่วนของภาพ HD ไปเลย ภาพธรรมดาก็สวยแล้ว

MobileUncategorized

วิวัฒนาการของ SIM มือถือ

คนที่ใช้โทรศัพท์มือถือย่อมรู้จักและคุ้นเคยกับ “ซิมการ์ด” (SIM card) เป็นอย่างดี เพราะเป็นซิมขนาดเล็กที่ผู้ให้บริการเครือข่ายจะให้กับผู้สมัครใช้บริการ เมื่อทำการใส่ซิมที่ได้ลงไปในสมาร์ทโฟนก็จะสามารถใช้งานเครือข่ายนั้นได้ทันที ส่วนค่าใช้จ่ายก็เป็นไปตามเงื่อนไขหรือแพคเกจที่ได้สมัครไว้ตั้งแต่เริ่มต้นก่อนการใช้งาน และข้อดีอีกอย่างของซิมการ์ดคือสามารถถอดเปลี่ยนออกมาได้ทำให้ผู้ใช้งานสามารถเปลี่ยนสมาร์ทโฟนจากเครื่องหนึ่งไปอีกเครื่องหนึ่งโดยที่ไม่ต้องเปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์เสียด้วยซ้ำ ส่งผลให้ผู้ใช้งานมีความสะดวกมากขึ้น

สมัยเริ่มต้นที่มีการใช้ซิมการ์ด รูปแบบของซิมการ์ดจะมีขนาดค่อนข้างใหญ่ คือ Mini SIM ขนาด 25mm x 15mm x 0.76mm ต่อมาก็ปรับเปลี่ยนให้มีขนาดเล็กลง Micro SIM 15mm x 12mm x 0.76mm จนปัจจุบันเหลือขนาด Nano SIM 12.3mm x 8.8mm x 0.67mm ซึ่งการปรับเปลี่ยนขนาดของซิมมีปัจจัยมาจากเครื่องสมาร์ทโฟนที่ออกแบบมาให้เล็กและบางลงในบางรุ่นก็เป็นแบตเตอรี่ที่ถอดออกไม่ได้จึงเป็นสาเหตุที่ต้องปรับเปลี่ยนซิมให้มีขนาดเล็กลงตามไปด้วย

ซึ่งในอนาคตรูปแบบของซิมการ์ดจะเริ่มเปลี่ยนไปโดย GSMA (GSM Association) องค์กรตัวแทนบริษัทโทรคมนาคมกว่า 800 บริษัททั่วโลกและบริษัทที่เกี่ยวข้องกับการบริการด้านเครือข่ายอีกกว่าร้อยบริษัทที่มีการริเริ่มพุดคุยเกี่ยวกับการความสามารถควบคุมซิมการ์ดจากระยะไกล (Remote SIM Provisioning) แบบไร้สายไปยังอุปกรณ์ของผู้ใช้งาน ด้วยการนำ embedded SIM (eSIM) หรือที่เรียกว่าซิมการ์ดแบบฝังเข้าไปในอุปกรณ์มาใช้แทนซิมแบบเดิมที่ถอดเปลี่ยนได้

eSIM จะไม่ใช่ซิมแบบเดิมๆ เพราะมันสามารถที่จะตั้งโปรแกรมได้ จึงเหมาะสำหรับนำไปติดตั้งบนอุปกรณ์อย่างถาวรในระหว่างการผลิต เช่น ใน Smartwatch หากว่าอนาคตสมาร์ทโฟนมาปรับเปลี่ยนเป็น eSIM แน่นอนว่าย่อมส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคอยู่บ้าง แต่ท้ายสุดผู้บริโภคก็จะได้รับประโยชน์เพราะการกำจัดช่องใส่ซิมการ์ดพื้นที่ภายในสมาร์ทโฟนก็จะมีเหลือเยอะขึ้นสำหรับนำไปพัฒนาเพิ่มส่วนประกอบอื่นๆ อาทิเช่น เพิ่มความจุของแบตเตอรี่ หรือฟีเจอร์กันน้ำ เป็นต้น นอกจากนั้น eSIM อาจจะเป็นอุปสรรคต่อผู้ที่เดินทางไปต่างประเทศบ่อยๆ เพราะโรมมิ่งมีราคาสูง จึงทำให้เลือกที่จะใช้บริการ WiFi หรือใส่ซิมท้องถิ่นแทน

จากที่กล่าวมาในข้างต้นยังอยู่ในช่วงของการพูดคุยซึ่งยังไม่ได้กำหนดเป็นรูปธรรมอย่างเด่นชัด เพราะยังต้องมีการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างซึ่งต้องมีการทำความเข้าใจและข้อตกลงร่วมกันระหว่างผู้ผลิต ผู้ให้บริการเครือข่ายและผู้เกี่ยวข้องด้านอื่นๆ อีกมากมาย แต่ก็ถือว่าเป็นก้าวแรกที่จะเป็นก้าวยิ่งใหญ่ต่อไป คาดว่าในช่วงแรกย่อมมีความสับสนชั่วคราวในการใช้งานแต่พอผ่านไปสักระยะหนึ่ง ก็จะเป็นประโยชน์ในระยะยาวอย่างแน่นอน

MobileUncategorized

แอพพลิเคชั่นเด็ด ที่ทุกเครื่องควรมี!!!

App good moblie lift

หากว่าคุณมีเครื่อง Smart Phone ที่สุดยอดแล้ว แต่ถ้าไม่โหลดแอพพลิเคชั่นเจ๋งๆ ถือว่าพลาดเป็นอย่างมากเชียวล่ะ แต่ปัจจุบันแอพพลิเคชั่นที่มีให้ดาวน์โหลดก็มีให้เลือกมากมายมหาศาล ถ้าจะโหลดทุกแอพคงไม่ไหวแน่ ดังนั้นวันนี้เราจึงจะมาแนะนำ 7 แอพเด็ดๆ ที่ควรมีติดเครื่องไว้คะ

  1. SHAREit

เป็นโปรแกรมที่เหมาะกับคนที่ใช้มือถือในการรับส่งไฟล์ เพราะจุดเด่นของมันก็คือ คุณสามารถรับ-ส่งไฟล์ให้กันได้ทันที กรณีที่เครื่องอยู่ห่างกันไม่ไกล ทำให้สะดวกและรวดดร็วแถมยังโหลดได้ทั้งระบบ Android กับ iOS

  1. Google Map

ใครที่ชอบเดินทางไม่ควรพลาดโหลดแอพนี้ติดเครื่องไว้ไม่มีหลงอย่างแน่นอน แถมยังมีแผนที่ไปได้ทั่วโลกและยังสามารถใช้ offline ได้อีกด้วย ซึ่งถ้าคุณใช้ระบบ Android เจ้าโปรแกรมนี้จะมีติดเครื่องมาให้อยู่แล้ว ส่วนระบบ iOS ก็ไม่ต้องน้อยใจไป เพราะใน Apps store ก็มีให้โหลดฟรีเช่นกัน

  1. Quick Pic

คือโปรแกรมไว้สำหรับส่องภาพขนาดเล็ก ส่วนลูกเล่นของแอพนี้จะแสดงผลได้อย่างรวดเร็วและยังปรับหน้าจอให้แสดงผลเป็น Theme ในรูปแบบต่างๆ ได้ตามแต่ที่เราต้องการ รวมทั้งจะเลือกแสดงผลแบบสไลด์โชว์ก็ได้ แต่น่าเสียดายที่มีให้โหลดแค่ใน Android เท่านั้น

  1. Instagram

เป็นอีกหนึ่ง Social Network ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดอีกแอพหนึ่ง เชื่อได้ว่ามือถือแทบทุกเครื่องจะต้องมี เพราะเป็นแอพที่จะช่วยให้คุณสามารถอัพโหลดรูปถ่ายสวยๆ ไว้อวดเพื่อนได้อย่างว่องไว ที่สำคัญคุณยังสามารถปรับแต่งรูปภาพได้มากมายก่อนที่จะทำการอัพโหลดอีกด้วย

  1. Joox

คราวนี้มาเอาใจคนรักเสียงเพลงกันบ้างกับโปรแกรมฟังเพลงตัวใหม่ที่เพิ่งเปิดให้บริการไม่นาน แต่มีความโดดเด่นไม่แพ้ใครด้วยจำนวนเพลงที่เยอะถูกใจคอเพลงเป็นอย่างมาก และแน่นอนว่าให้ฟังเพลงกันฟรีๆ ไปเลย

  1. Camera 360

บางครั้งการถ่ายรูปออกมาอาจจะไม่สวยอย่างที่ใจคิด แต่เมื่อคุณโหลดแอพแต่งภาพสุดแบ๊วนี้มาคงถูกใจสายแบ๊วไม่ใช่น้อย เพราะจะทำให้ภาพของคุณสวยใสเนียนกริบไม่ต่างกับกล้องมือโปรขั้นเทพไว้อัพอวดเพื่อนๆ อย่างมั่นใจ

  1. Apps สำหรับสนทนาและแชท

มาถึงแอพสุดท้ายที่ใครไม่มีติดเครื่องถือว่าเชยสุดๆ เพราะการสื่อสารเป็นเรื่องที่สำคัญ ไม่ว่าจะเป็น Apps WeChat, Skype, Line ล้วนแล้วแต่สร้างประโยชน์ให้กับผู้ที่ใช้มาแล้วทั้งนั้น

แอพพลิเคชั่นที่เรานำมาเสนอในข้างต้นนั้น หวังว่าคงจะถูกใจใครหลายๆ คน ซึ่งถ้าใครยังไม่เคยใช้ก็ลองไปหาโหลดมาทดลองใช้กันดูคะ

MobileUncategorized

ทำอย่างไร!!! เมื่อโทรศัพท์ไม่มีสัญญาณ

ต้องยอมรับว่าในยุคสมัยปัจจุบันนี้สมาร์ทโฟนเข้ามามีบทบาทสำคัญในชีวิตของคนเรา เป็นเสมือนส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ทำให้การสื่อสาร และการติดต่อผู้อื่นเป็นไปด้วยความสะดวกรวดเร็วสบายมากยิ่งขึ้น แต่หลายครั้งที่โทรศัพท์มือถือก็ไม่เป็นไปตามต้องการเกิดปัญหาโทรศัพท์มือถือไม่มีสัญญาณหรือสัญญาณโทรศัพท์ไม่ดี จนทำให้การพูดคุยติดขัดเต็มไปด้วยความยากลำบาก และอาจทำให้สื่อสารกันไม่รู้เรื่องจนนำไปสู่ความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนกันได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องส่วนตัว, ธุรกิจ หรือเรื่องที่ถึงขั้นคอขาดบาดตาย

ดังนั้นเราควรต้องทราบว่าต้นเหตุของสัญญาณอ่อนเกิดจากอะไร และมีวิธีแก้ไขอย่างไร วันนี้เราจึงรวบรวมทั้งขั้นตอนการตรวจสอบและเคล็ดลับเพิ่มความแรงของสัญญาณมือถือมาไว้เผื่อเป็นประโยชน์ให้ทุกท่านนำไปปรับใช้กันคะ

  • ค่าสัญญาณแบบไหนถึงเรียกว่าดี

หน่วยสัญญาณโทรศัพท์จะเรียกว่า dBm หรือชื่อเต็มว่า decibel milliwatts โดยระดับสัญญาณที่สามารถใช้งานได้อย่างราบรื่นจะอยู่ที่ประมาณ -70 dBm หากมีค่ามากกว่าก็จะยิ่งดีมากขึ้น แต่ทว่าถ้าต่ำกว่าแสดงว่าบริเวณนั้นสัญญาณอ่อน และกรณีที่ต่ำกว่า -100 dBm แสดงว่าพื้นที่ดังกล่าวไม่มีสัญญาณเลย

  • ตรวจสอบความแรงของสัญญาณ

ถ้าคุณต้องการอยากทราบว่าระดับความแรงของสัญญาณโทรศัพท์ด้วยตนเองแบบง่ายๆ หากคุณใช้เป็น iPhone ให้กดไปที่หมายเลข *3001#12345#* แล้วกดโทรออก ที่หน้าจอจะปรากฎ Field Test ขึ้น แล้วตรงมุมซ้ายบนที่ปกติจะเป็นแถบแสดงระดับสัญญาณโทรศัพท์ จะเปลี่ยนเป็นตัวเลขบอกระดับสัญญาณแทน แต่ถ้าเป็นระบบแอนดรอย์ ก็ตรวจสอบได้โดยการกดเข้าไปที่ Setting >About Phone>Status และดูค่าสัญญาณที่ Signal Strength

  • เพิ่มความแรงสัญญาณด้วย Reboot สัญญาณขึ้นมาใหม่

กรณีที่อยู่ดีๆ เกิดไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ ทั้งๆ ที่ไม่ได้อยู่ในที่อับสัญญาณเลยแม้แต่นิดเดียว ให้คุณลองรีบูทสัญญาณโทรศัพท์ขึ้นมาใหม่ ด้วยการเปลี่ยนระบบเป็นโหมด Airplane Mode สักประมาณ 3 วินาทีแล้วจึงกลับมาใช้โหมดปกติ หรืออาจจะใช้เป็นวิธีรีสตาร์ทโทรศัพท์ก็ได้ แต่คุณอาจต้องเสียเวลารอให้เครื่องบูทขึ้นมาเล็กน้อย

  • แบตเตอรี่ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้สัญญาณแย่

บางครั้งพลังงานแบตเตอรี่ในมือถือก็ส่งผลต่อสัญญาณโทรศัพท์ด้วยเช่นกัน เพราะหากแบตเตอรี่ใกล้หมดจะทำให้การเชื่อมต่อของสัญญาณไม่เสถียร เวลาที่คุณใช้งานก็จะติดๆ ขัดๆ ฉะนั้นทางที่ดีที่สุดก็คือควรชาร์จแบตเตอรี่ให้มีพลังงานเพียงพออยู่เสมอ

เป็นอย่างไรกันบ้างกับเทคนิคเล็กๆ น้อยๆ ที่นำมาเสนอในข้างต้น ลองนำไปปรับใช้ให้เป็นประโยชน์กันดู เพราะเราเข้าใจเป็นอย่างดีว่า การสื่อสารเป็นเรื่องที่สำคัญ เราไม่ควรผิดพาดแม้แต่วินาทีเดียวคะ

Mobile

คิดการไกลครั้งใหม่ไปจน 2019 เมื่อ Apple ได้เปิดตัวไอโฟน 8

งานนี้ดูเหมือนว่าจะได้เห็นอะไรที่แปลกใหม่มากยื่งขึ้นของบริษัทมือถือค่ายยักษ์ใหญ่แห่งปี เมื่อ Nikkei ได้ออกมาเผยโครงการรูปแบบดีไซน์ในการของ Apple ที่จะถูกเปลี่ยนไปทั้งอย่างสิ้นเชิงเลยก็ว่าได้ เนื่องจาก ไอโฟน 7 ยังคงมีลักษณะที่คล้ายในแบบรุ่นก่อนๆ เป็นอย่างมากเลย จนต้องเปลี่ยนในการสู้ทำตลาดกับเจ้าอื่นๆ ด้วยเหมือนกัน

แล้วมาในปีที่จะถึงนี้ ทาง Apple ก็ดูเหมือนจะมีข่าวลือต่างๆ มากมายออกมาว่าจะมาในรูปแบบที่เต็มจอ ไร้ซึ่งปุ่มโฮม แล้วยังปรับเปลี่ยนหน้าจอไป OLED ที่จะทำให้ความสวยงามของน่าจอดีมากยิ่งขึ้นไปอีกขั้นจากของเดิมที่เคยมีมา แล้วงานนี้ OLED ยังเป็นของคู่แข่งอย่าง Samsung ด้วย

หากสิ่งหนึ่งถ้าไอโฟน ได้ผลิตสำเร็จแล้วมีการวางขายดูเหมือนจะมีราคาอยู่ที่ประมาณ 34,000 บาท ด้วยกันเลยที่เดียว ซึ่งถือว่าเป็นราคาสูงมาก หากยังไม่รวมราคาที่จะถูกส่งเข้ามา

อย่างไรก็ตามแต่ ปี 2019 ทาง Apple จะไม่กลับไปใช้รุ่นหน้าจอแบบเดิมๆ แล้วอีกต่อไปแต่จะไปเลือก OLED แทนที เพราะดูเหมือนจะเป็นผลดีมากต่ออนาคตภายข้างหน้านี้ แต่หากจะให้หน้าเชื่อถือมากยิ่งขึ้นไปต้องรอดูกันต่อไปว่า เมื่อจัดงานเปิดตัว Apple ในปีที่จะถึงนี้จะมีรูปแบบแนวคิดเป็นยังไงก็คงจะพาสามารถจะเดาออกได้แน่นอน ว่ารูปแบบโคงการจะไปทางไหน

MobileUncategorized

iPhone 7 ไม่ต้องใช้สายหูฟังอีกต่อไปแล้ว

สำหรับผู้ที่ชื่นชอบเทคโนโลยี และต้องเป็นสาวกไอโฟนด้วย ต้องบอกเลยว่าคุณกำลังมาได้ถูกทางแล้วเพราะ iPhone 7 กำลังสร้างสรรค์ผลงานใหม่เมื่อคุณจะได้ไม่ต้องใช้ที่เสียบสายหูฟังอีกต่อไปแล้ว พร้อมจะได้พบคุณสมบัติใหม่ๆ ที่คาดไม่ถึงจากโทรศัพท์รุ่นนี้

แต่ดูแล้วรูปลักษณะอาจจะไม่ได้เปลี่ยนไปมากจากรุ่นก่อน ซึ่งจะมาพร้อมหน้าจอ 4.7 นิ้ว ใช้ชิปประมวลผลแบบฉาดฉลาดด้วย A9 แล้วมาพร้อมแบบไม่ต้องมีสายหูฟังมาเกะกะกวนใจของท่าน แต่จะต้องใช้บลูทูธในการเข้าใช้งานแทนในการเสียบช่องหูฟัง หรือจะเลือกใช้สายหูฟังก็ได้แล้วแต่ตามความต้องการของท่านเอง

บอกไว้เลยสาวกที่ชื่นชอบกล้องไอโฟนอย่าพลาดรุ่นนี้เป็นอันขาด เพราะมีเลนส์กล้องที่เพิ่มมากยิ่งขึ้น จนให้ภาพที่คมชัดแม้จะถ่ายในที่แสงน้อยก็ออกมาได้ดี โฟกัสไว แบบที่คุณเองต้องตกใจมากแน่ๆ

อย่างไรก็ตามสำหรับผู้ที่สนใจ iphone 7 แล้วหลงรักเทคโนโลยีใหม่ขอบอกได้เลยว่าคุณมาถูกทางแล้วครับ