Uncategorized

รีวิว iphone x กับ xr มีความแตกต่างกันอย่างไร

คำถามยอดฮิตของคนยุคนี้ก็คือ จะซื้อโทรศัพท์ยี่ห้ออะไรดี คำถามแรกก็คือจะเลือก ios หรือ ฝั่งหุ่นเขียวแอนดรอยด์ หากเราตัดสินใจเลือกได้แล้วว่าจะไปอยู่ฝั่ง ios คำถามก็คือแม้จะมีแค่ยี่ห้อเดียวอย่าง ไอโฟน แล้วเราจะเลือกรุ่นไหนดี มีให้เลือกเยอะแยะ แถมราคาก็แพงด้วย แต่ละรุ่นก็มีความสามารถ ความโดดเด่นไม่เหมือนกันอีก หนึ่งในคู่เปรียบเทียบที่หลายคนสงสัยก็คือ iphone x กับ iphone xr สองรุ่นนี้แตกต่างกันอย่างไร เลือกอะไรดี เรามีรีวิวมาบอกข้อแตกต่างกันสั้นๆ

ชิปเซ็ต

อย่างแรกเราไปดูเรื่องความแรงของไอโฟนทั้งสองรุ่นก่อน รุ่น X นั้นออกมาก่อน ทำให้ได้ใช้ชิปเซ็ต apple a11 ส่วน xr ออกมาทีหลังทำให้ได้ใช้ชิปเซ็ตตัวใหม่ที่แรงว่าอย่าง apple a12 แน่นอนว่าหากเทียบแบบนี้ xr ต้องแรงกว่าอยู่แล้ว แต่ถ้าเราไม่ได้ใช้งานอะไรมากมาย เล่นเกม เล่นเฟส ดูเนตฟลิกซ์ ความแรงของชิปเซ็ต apple a11 ก็แรงพอต่อการใช้งานแล้ว แต่ถ้าหากต้องการจะเอาโทรศัพท์ไปทำอะไรที่มากกว่านั้น อย่างสตรีม ถ่ายทอดสด(ไลฟ์สด) อย่างนี้แนะนำว่า ต้องไปให้สุดกับ apple a12 ดีกว่า

ความจุ

อีกเรื่องที่แตกต่างกันเล็กน้อย แต่มีผลมากทีเดียวก็คือ ความจุของเรื่อง รุ่น XR ออกมามีความจุทั้งหมด 3 แบบด้วยกัน คือ 64,128 และ 256 GB ส่วนรุ่น X มีเพียงแค่ 64 กับ 256 GB เท่านั้น เรียกได้ว่าหากจะมาเล่นรุ่น X ก็ต้องตัดสินใจว่าจะน้อยหรือมากไปเลย ซึ่งราคาก็แตกต่างกันพอสมควรเหมือนกันส่วน XR ดีหน่อยมี 128 GB ให้เราตัดสินใจด้วย ราคาก็พอน่าสนใจ

กล้อง

สิ่งที่แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัดมากระหว่าง X กับ XR ก็คือ กล้อง หากเราไปดูไอโฟน X จะเห็นว่าเป็นระบบกล้องหลังแบบกล้องคู่ ส่วน XR เป็นแบบกล้องเดี่ยว ดูรายละเอียด หากเป็นสายกล้อง ชอบถ่ายภาพ งานนี้ X เป็นคำตอบ เพราะกล้องคู่มาพร้อมกับระบบซูมได้ 2 เท่า ทำให้เราถ่ายได้มากขึ้น แต่ XR แม้จะกล้องเดียว แต่ก็มีทีเด็ดเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นรูรับแสง F1.8 ระบบป้องกันการสั่น บวกกับใช้แอนิเมชั่น แอนนิโมจิได้ แม้จะกล้องเดียวแต่ระบบซอฟต์แวร์ดีกว่านะ ใครชอบสไตล์ไหนก็เลือกเอาได้

สี

อีกเรื่องที่เป็นปัจจัยภายนอกที่หลายคนอาจจะคิดว่าไม่สำคัญ แต่บอกเลยว่าสำคัญนั่นก็คือ สีของเครื่อง หากเป็นเวอร์ชั่น X จะมีเพียงแค่สองสีเท่านั้นคือ เงินกับดำ แต่หากเป็นฝั่ง XR จะมีสีมากกว่า 6 สีก็คือ ฟ้า เงิน ดำ เหลือง แดง ชมพู น่าจะทำให้เกิดทางเลือกมากกว่า ใครที่อยากได้มือถือสีฉูดฉาด XR น่าจะตอบโจทย์กว่า

Uncategorized

ทำความรู้กับตัวขยายสัญญาณ wifi ไร้สาย

tp-link-wifi-homes

โลกของเราทุกวันนี้กำลังก้าวเข้าสู่ยุค IOT (internet of things) อย่างเต็มตัว ไม่ว่าเราจะไปทำงาน อยู่บ้าน หรือ ระหว่างเดินทางก็มีความต้องการจะเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตตลอดเวลา เวลาเราอยู่บ้าน หรือ ที่ทำงาน เราก็มักจะเชื่อมต่อสัญญาณไวไฟเอาไว้เพื่อทำงาน แต่บางครั้งการทำงานในบางสถานการณ์สัญญาณไวไฟก็ดูจะไม่เป็นใจเอาเสียเลย ดังนั้นการใช้เครื่องขยายสัญญาณไวไฟนับว่าจำเป็น ว่าแต่มันคืออะไร

ตัวขยายสัญญาณ มันคืออะไร

สำหรับอุปกรณ์ตัวนี้ หลายคนอาจจะไม่รู้จักว่ามันคืออะไร เราขอบอกเลยว่าเวลาไปทำงานในสถานที่อับสัญญาณไวไฟนี่เป็นสิ่งที่เราต้องมีเลยทีเดียว เพราะตัวขยายสัญญาณหากจะให้อธิบายกันแบบง่ายๆ มันคือ ตัวที่จะช่วยให้การเชื่อมต่อสัญญาณไวไฟของเราดีขึ้น เพราะมันจะทำหน้าที่รวบรวมสัญญาณไวไฟที่ดูเหมือนจะอ่อน หรือ อับสัญญาณ มารวมไว้แล้วถ่ายโอนมาให้เราอีกชั้นหนึ่ง จะบอกว่ามันจะเป็นเสาสัญญาณไวไฟสำหรับเราโดยเฉพาะก็คงไม่ผิดนัก

วิธีการใช้งาน

อุปกรณ์ขยายสัญญาณไวไฟ ที่ขายในบ้านเราต้องบอกว่าส่วนใหญ่มีขนาดเล็ก พกพาง่าย ทำงานสะดวก ไม่กี่ขั้นตอนก็เสร็จ ส่วนใหญ่แล้วจะมีวิธีการใช้งานไม่แตกต่างกัน เริ่มจากหาปลั๊กเสียบเพื่อให้พลังงานกับเสาสัญญาณ บางรุ่นอาจจะใช้ USB typeA เป็นช่องเสียบก็ได้ (เผื่อเราใช้เชื่อมต่อกับ รางปลั๊กไฟที่มีช่องเสียบ หรือ จะต่อกับพาวเวอร์แบงค์ก็ได้) จากนั้นก็รอสักครู่ พอสัญญาณการทำงานได้ เราก็เข้าไปเซตตั้งค่าจากแอพพลิเคชั่นตามยี่ห้อของตัวขยายสัญญาณ หากเซตตั้งค่าไม่มีปัญหาอะไร เราก็ทำงานเชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ตได้เลย บอกได้เลยว่าจากอับสัญญาณหาอะไรไม่เจอ โหลดช้า จะแรงขึ้นแบบเห็นได้ชัด

ใช้ตอนไหนดี

การใช้ตัวขยายสัญญาณไวไฟนั้น ควรใช้ตอนที่เราอยู่ในบ้าน หรือ อาคารสำนักงาน ที่สัญญาณไม่ค่อยดีเท่าไร บางคนติดตั้งไวไฟไว้กลางบ้าน แต่ห้องนอนอยู่ชั้นสอง ไหนจะมีกำแพงปูนกั้นหลายชั้น กว่าจะมาถึงตัวที่ใช้ได้ สัญญาณก็อ่อนมาก จนไม่สามารถทำงานได้เลย ในออฟฟิศก็เหมือนกัน บางคนนั่งทำงานอยู่ไกลตัวกระจายสัญญาณ จะย้ายที่นั่งก็ไม่ได้ หรือบางคนต้องออกไปทำงานนอกสถานที่ ไวไฟก็ไม่มี หรือ ไกลมาก การเลือกใช้ตัวขยายสัญญาณจะทำให้เรากลับมาใช้งานไวไฟได้ดีขึ้น

ส่วนเรื่องราคาต้องบอกเลยว่า หากไม่ติดเรื่องแบรนด์มากนัก บางยี่ห้อราคาไม่ถึงหลักพันด้วยซ้ำ ถือว่าไม่แพงมาก เคล็ดลับการใช้ของเราก็คือหากเลือกใช้ตัวขยายสัญญาณกับตัวปล่อยไวไฟต้นทางยี่ห้อเดียวกันได้จะดีมาก ใครที่มีปัญหาเรื่องสัญญาณไวไฟอ่อนลองเอาตัวนี้ไปใช้ดู

MobileUncategorized

รีวิว AR Emoji จาก Galaxy S9 S9+ ปรับลุคให้เหมือนตัวคุณ

AR-Emoji-Samsung-nine

สวัสดีครับ วันนี้จะพามาแนะนำให้รู้จักกับแอปพลิเคชันตัวหนึ่งชื่อว่า AR Emoji ที่เพิ่งมีให้ใช้งานกันในโทรศัพท์มือถือ Galaxy S9 ของทาง Samsung โดยจะเป็นแอปพลิเคชันที่จะเปลี่ยนใบหน้าเราให้เป็นตัวละครเสมือนจริง ซึ่งเปิดตัวครั้งแรกในงาน Mobile World Congress 2018 โดยลักษณะการทำงานนั้นจะคล้ายกับ Animoji ของค่าย Apple เพียงแต่จะเน้นความเสมือนจริงมากกว่า ในขณะที่ Animoji เน้นตัวละคร หรือสัตว์ที่เป็นตัวการ์ตูนชัดเจน แต่ถึงยังไงก็ตามดูเหมือนว่าจะได้เสียงตอบรับที่ไม่ดีนักสำหรับ AR Emoji ทำไมมันถึงเป็นอย่างนั้น เราจะมาอธิบายให้ฟังกันต่อไปนี้

อันดับแรกเลย AR Emoji นั้นใช้เทคโนโลยีระดับวงการฮอลลีวู๊ด ที่พัฒนาโดยบริษัท Loam.ai โดยมีประสบการณ์ทำงานร่วมกับทางยักษ์ใหญ่ของวงการภาพยนต์อย่าง Lucasfilm, DreamWorks และ Disyney แถมวิศวกรที่ทำงานในบริษัท Loam.ai ยังได้รับรางวัลออสการ์ในสาขาเทคนิคอีกด้วย แต่อย่างไรก็ตาม การทำงานของ AR Emoji นั้นไม่ได้มีหลักการเดียวการที่ใช้ในวงการภาพยนตร์ เพราะในมือถืออย่าง Galaxy S9 นั้นไม่มีเซนเซอร์ที่จำเป็น หรือมากจะสร้างภาพจำลองที่เสมือนจริงบนใบหน้าเราได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ นั่นทำให้มันออกมาดูตลกเมื่อคุณได้เล่น AR Emoji

เมื่อนำไปเทียบกับค่ายคู่แข่งอย่าง iPhone X ที่มาพร้อมกับเซนเซอร์ที่เหนือกว่าอย่างมากจากมือถือ Galaxy S9 โดยตัว iPhone X จะมีกล้องหน้าพิเศษที่จะช่วยให้สามารถแสกนใบหน้าในรูปแบบสามมิติ และนำไปจำลองแบบได้ใน Animoji เพื่อนำไปใช้จับการเคลื่อนไหวของคุณในอนาคต ในขณะเดียวกัน Galaxy S9 ทำได้เพียงแค่แสกนในรูแบบ 2 มิติ เมื่อนำไปสร้างแบบจึงทำให้ได้แบบสามมิติที่หยาบ และไม่สมจริง มันคงจะดีกว่านี้ถ้าทาง Samsung ใช้เวลาในการพัฒนาแอปพลิเคชั่นให้มากกว่านี้ ด้วยเทคโนโลยีทันสมัย เราไม่อาจปฎิเสธได้ว่าพวกเขามีของดี แต่เพียงรีบนำออกมาเหมือนยังทำไม่เสร็จ

ถึงอย่างไรก็ตาม ผู้ใช้ของทั้งสองระหว่าง Animoji และ AR Emoji ไม่ได้คาดหวังว่าแอปพลิเคชั่นเหล่านี้จะเพอร์เฟ็ค แต่เป้าหมายหลักก็คือความสนุกสนามที่ได้ใช้งาน ไม่อาศัยขั้นตอนที่วุ่นวาย สามารถใช้งานได้ทุกวัย ตั้งแต่เด็กถึงผู้ใหญ่ ต่อไปนี้จะทั้งสองจะต้องพัฒนากันต่อไปอีกมาก ถ้าถามว่าตอนนี้ใครมีผู้ใช้ที่ชื่นชอบมากกว่ากัน ก็คงต้องตอบได้เต็มปากว่า Animoji แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า AR ของ Samsung นั้นจะไม่ได้ไม่มีคนชอบเลยก็ไม่ถูก ทุกวันนี้ทาง Samsung ออกมาอัพเดตแก้ไขกันอยู่ตลอดเวลา ถึงอย่างน้อยจะไม่สามารถแก้ที่ต้นเหตุได้ พวกเขาก็ยังคงทำงานต่อไปเพื่อให้ AR Emoji มีประสิทธิภาพมากขึ้นในอนาคต

มากกว่ากัน ก็คงต้องตอบได้เต็มปากว่า Animoji แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า AR ของ Samsung นั้นจะไม่ได้ไม่มีคนชอบเลยก็ไม่ถูก ทุกวันนี้ทาง Samsung ออกมาอัพเดตแก้ไขกันอยู่ตลอดเวลา ถึงอย่างน้อยจะไม่สามารถแก้ที่ต้นเหตุได้ พวกเขาก็ยังคงทำงานต่อไปเพื่อให้ AR Emoji มีประสิทธิภาพมากขึ้นในอนาคต

MobileUncategorized

15 แอปพลิเคชัน Android ที่ควรจะมีติดเครื่องไว้อย่างยิ่งแล้วชีวิตจะชิวมาก

apps Facebook Game Googlemap

รวมแอปพลิเคชันที่ต้องใช้ หรือต้องมีประจำปี 2018 ทั้งหมด 15 ตัวจากทั่วโลก ที่มีผู้ใช้กว่าหลายร้อยล้านคน ไปดูกันสิว่ามีตัวไหนที่คุณยังไม่มี!

1.Laucher App

โปรแกรมหน้าต่างที่เปิดให้ดาว์โหลดมากว่าหลายปีบนแอนดรอย ช่วยให้มือถือของเรามีสีสันมากขึ้น เช่นการเปลี่ยนหน้าจอ อนิเมชั่น และฟีเจอร์ต่างๆ อีกมากมายทำให้มือถือของคุณดูมีระดับขึ้นไปอีก

2.Assistant App

ถ้าไอโฟนมีซิริ แอนดรอย์ก็มี Google Assistant ที่มีความสามารถไม่แพ้กัน แถมเผลอๆ อาจจะฉลาดกว่าด้วยซ้ำ ทำให้กิจกิจกรรมภายส่วนตัวดำเนินไปอย่างสะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น

3.Swiftkey

โปรแกรมคียบอร์ดที่ทันสมัย มีผู้ใช้กว่า 250 ล้านคน ด้วยความอิสระในการปรับเปลี่ยนรูปแบบแป้นพิมพ์ที่หลากหลาย รวมถึงรองรับหลายภาษามากที่สุด

4.Google Duo

Google Duo เป็นแอปพลิเคชันสนทนาผ่านวีดีโอ ใช้งานง่าย และมีประสิทธิภาพสูง แถมฟีเจอร์เด่นอย่าง “Knock Knock” ช่วยแสดงภาพสดจากฝ่ายตรงข้ามก่อนที่เราจะเลือกรับสาย

5.Evernote

Evernote ช่วยให้เราจดบันทึกข้อความสำคัญๆ สามารถแทรกภาพ เสียง ข้อความ วีดีโอ รวมถึงอะไรก็ตามที่ชีวิตประจำวันคุณจะต้องใช้

6.WPS Office

แอปพลิเคชันจัดการเอกสารบนมือถือ ก็คล้าย ๆ กับ Microsoft Word หรือ Microsoft Office เพราะมีเครื่องมือสำหรับจัดการเอกสารแบบครบครันที่สุด รวมถึงการจัดการไฟล์ Excel Powerpoint และ PDF

7.Google News

อัพเดตข่าวสารทันโลก รวมถึงดูสภาพอากาศแล้วเรียลทามผ่านแอปพลิเคชัน Google News จัดเป็นแอปพลิเคชันยอดนิยมสูงสุดในสโตร

8.ES File Explorer

มือถือเมมเต็ม มือถือข้อมูลรกไปหมด ถึงเวลาจะต้องจัดการด้วยแอปพลิเคชันอย่าง ES File Explorer ช่วยให้จัดการ ไฟล์รูปภาพ วีดีโอ ย้ายเอกสาร แอปพลิเคชัน

9.Google Drive

ถ้าการลบไฟล์ ไม่ใช่คำตอบ ก็ย้ายขึ้นไปเก็บไว้ที่ Google Drive สิ เพราะว่า แอปพลิเคชัน Google Drive เป็นพื้นที่ฝากไฟล์ฟรีของทาง Google โดยมีขนาด 15GB ถ้าไม่พอก็สามรถซื้อเพิ่มได้ในภายหลัง

10.WhatsApp

แอปพลิเคชันสนทนาออนไลน์ฟรีทั่วโลก ไม่ว่าจะคุยผ่านข้อความ เสียง แชร์ภาพ หรือสถานที่ ทุกอย่างมีครบในแอปเดียว และมีผู้ใช้มากที่สุดในโลก เพราะมีความน่าเชื่อถือในด้านความปลอดภัยสูง

11.Google Chrome

ในคอมก็เก่ง ในมือถือก็เด่น ถ้าจะเปิดเว็บมองหา Google Chrome ใช่แล้วคุณทำถูกต้อง เพราะเป็นตัวเลือกที่ดีในการท่องเว็บ เพื่อความปลอดภัย และรวดเร็วในการรับชมเว็บไซต์โปรดของคุณ

12.Xender

ส่งไฟล์ธรรมดามันช้า ลองใช้ Xender สิเร็วกว่าเยอะ ไม่ว่าจะส่งผ่านคอมสู่มือถือ หรือมือถือ กับมือถือ จะแบบไหนก็เร็ว และปลอดภัย

13.MX Player

การดูหนังฟังเพลง คงไม่สนุกถ้าไม่มี MX Player เพราะปรับภาพหรือเสียงได้ตามใจ ไม่มีกระตุก หรือเสียงเบา

14.Google Map

หลงเหรอเข้า Google Map เลย! แสดงแผนที่ และการจารจรแบบเรียลไทม์ ช่วยให้การเดินทางบนท้องถนนเป็นไปอย่างสะดวกสบาย

15.PricsArt

ถ่ายรูปออกมาไม่สวย PicsArt แก้ได้ไม่ยาก เพียงไม่กี่คลิก จะเอาภาพแนวไหนก็เอาอยู่ ไม่แปลกว่าทำไมถึงมีคนใช้ทั่วโลกกว่า 100 ล้านคน

MobileUncategorized

5 แอพพลิชั่นถ่ายรูปบนมือถือ ที่คนชอบถ่ายภาพควรมี

App Camera Phone

ในปัจจุบัน เราไม่จำเป็นต้องมีกล้องถ่ายรูปราคาแพงอีกต่อไป เพราะแค่มีโทรศัพท์มือถือดีๆ สักเครื่องการถ่ายภาพ ก็กลายเป็นเรื่องง่ายทันที และแน่นอนว่าหากคุณเป็นคนที่รักการถ่ายภาพ ไม่ควรพลาดที่จะมีแอพพลิเคชั่นเหล่านี้ ติดเครื่องเอาไว้ เพราะนอกจากจะช่วยให้ถ่ายรูปได้สวยงามแล้ว ยังช่วยให้คุณเล่าเรื่องราวผ่านภาพได้ชัดเจนมากขึ้นด้วย และแอพพลิเคชั่นที่เราอยากแนะนำ มีดังนี้

1.Snapseed ถ้ามองในเรื่องของการใช้งานที่ง่ายแสนง่าย ต้องยกให้แอพนี้เป็นเบอร์ 1 เลยทีเดียว และนอกจากจะใช้งานง่ายแล้ว ยังมีฟิลเตอร์ที่น่าสนใจให้ได้เล่นอย่างหลากหลาย เหมาะกับคนที่ชอบถ่ายรูปเป็นที่สุด ที่สำคัญ คือ ขนาดของแอพไม่ใหญ่เกินไป มือถือรุ่นเก่าๆ ก็สามารถโหลดได้ โดยเฉพาะคนที่ชอบถ่ายรูปสถานที่ น่าจะชอบ เพราะมีฟิลเตอร์คอนทราด ที่จะช่วยให้สถานที่ ที่คุณถ่าย โดดเด่นอย่างมีศิลปะ

2. Camera 360 เป็นแอพที่แม่ค้าออนไลน์ต้องมี ทุกคน ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน อาจจะเป็นเพราะ การใช้งานของแอพที่ทำให้รูปที่ถ่ายออกมาดูสวยกว่าตัวจริง จึงทำให้เป็นที่นิยมของบรรดาเน็ตไอดอล และ แม่ค้าทั้งหลาย ซึ่งแน่นอนว่าแอพนี้ไม่ได้มีดีแค่ความฟรุ้งฟริ้ง ของรูปเพียงอย่างเดียว ยังช่วยให้การแต่งรูปง่ายขึ้นอีกด้วย ใครอยากหน้าสวย ผิวเนียน แบบไม่ต้องศัลยกรรม แอพนี้ตอบโจทย์ แน่นอน

3. VSCO Cam ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่อินกับการถ่ายภาพแนวสตรีทอาร์ท แอพนี้ เป็นอะไรที่เหมาะกับคุณมาก เพราะนอกจากจะช่วยในการปรับแต่งสีสันของภาพ ที่ให้อารมณ์แบบสตรีทแล้ว ยังมีฟังก์ชั่น ที่น่าใช้อีกมากมายทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นการเบลอขอบ การทำขอบดำ หรือแม้กระทั่งการครอปตัดภาพ สำหรับลงในสื่อออนไลน์ อย่างอินสตราแกรม ก็ตาม

4.Adobe Photoshop Lightroom for Mobile ถ้าไลท์รูมในคอมใช้ยากนัก ก็ลองหันมาทำในมือถือสิ แล้วคุณจะพบว่าง่ายกว่ากันเยอะ แต่ก็ยังให้อารมณ์ของการแต่งภาพแบบมืออาชีพอยู่ เหมาะกับคนที่ชอบการแต่งภาพแบบจริงจัง เพื่อการทำภาพขายตามโฟโต้สต๊อก หรือต้องการรูปเก๋ๆ ที่ดูเหมือนเป็นงานของมืออาชีพ

5.FotoRus มาเอาใจสายตัดแปะกันบ้างดีกว่า ถ้าคุณชอบงานรวมรูปหลายๆ รูป แล้วใส่คำคมเก๋ๆ FotoRus นี่แหละตอบโขทย์มากที่สุด และนอกจากนี้แล้ว ยังมีกรอบให้เลือกอย่างหลากหลาย เหมาะกับคนที่มีรูปเยอะๆ แล้วอยากลงเป็นเรื่องราว ให้ภาพเล่าเรื่องเป็นที่สุด

สำหรับ 5 แอพแต่งภาพที่เราภูมิใจนำเสนอนี้ บอกได้เลยว่า คุณควรมีติดเครื่อง อย่างน้อย 2 แอพ แล้วจะช่วยให้การทำภาพผ่านมือถือ ไม่ใช่เรื่องที่ยากอีกต่อไป

MobileUncategorized

ตั้งค่ามือถือ ROV ไม่มีสะดุด ลื่นๆ ใช้งานง่ายได้สบายเล่นสนุกทั้งวัน

Rov Setting Game Mobile Not Lag

แนะนำการตั้งค่าเพื่อเล่นเกม ROV ตั้งค่ายังไงไม่ให้เครื่องสะดุด ลื่นไหลเล่นได้อย่างต่อเนื่อง ไม่หัวร้อน วันนี้เรามี 5 วิธีมาแนะนำกัน เพื่อนๆ ลองเอาไปตั้งกันดูรับรองว่าช่วยได้อย่างแน่นอน ลุยๆ

1. ปิดให้หมดทุกอย่าง

อย่างแรกที่เราต้องทำเวลาที่เราจะเล่นเกม ROV เพื่อไม่ให้โทรศัพท์ทำงานหนักจนเกินไป และเกิดการสะดุดเวลาเล่นเกม เราต้องปิดแอปพลิเคชันที่ทำงานอยู่เบื้องหลังให้หมดทุกอย่าง เพื่อให้เครื่องมีระบบประมวลได้อย่างรวดเร็ว และทันต่อการเล่นเกมแบบออนไลน์ เพราะว่าเกมออนไลน์บนมือถือต้องการเครื่องที่กำลังในการประมวลผลแบบรวดเร็วเท่านั้น

2. 4G สำคัญ และดีที่สุด

หลายคนที่เล่นๆ ไปเล่นเกิดการสะดุด อารมณ์เสีย เกิดเน็ตหลุด บอกเลยว่าสัญญาณที่เราใช้มีผลอย่างมาก ใครที่คิดจะเล่นเกม ROV ผมขอแนะนำว่าใช้ 4G ไปเลย ทีเดียวจบ ลื่นสุดไม่มีสะดุดแน่นอน เพราะว่าหากเชื่อมต่อด้วยไวไฟ อย่างที่รู้กันดีอยู่แล้วว่าไวไฟของแต่ละค่ายที่บริการในบ้านเรา มันโคตรจะน่าหวั่นใจ ไม่มีความเสถียรเอาซะเลย และอีกอย่างคุณเองควรอยู่ที่ที่ไม่อัพสัญญาณด้วย

3. ปิดการแจ้งเตือน

ปัญหาสำคัญทักกันจังตอนเล่น ROV ไอ้พวกกล่องข้อความนี่นะ 555 ตอนไม่เล่นไม่ทัก ไม่คิดจะมีธุระอะไรเลย พอเล่นเกม ROV ที่ไรทักกันมาทุกที คุณต้องปิดการแจ้งเตือนทั้งหมด โดยเฉพาะพวกเฟสบุค และพวกไลน์นี่ตัวดีเลย เพราะว่าเวลามันเด้งแจ้งเตือน และเรากำลังจะกดปล่อยท่ามันจะไปโดยปุ่มเปิดอ่าน แล้วหน้าจอก็เด้งเข้ากล่องข้อความ ตายๆๆ มองไม่เห็นอะไรเลย แบบนี้จะเล่นยังไง ปิดให้หมด ตัดการสื่อสารเพื่อเล่น ROV ไปเลย อยากจะเล่นต้องใจถึงหน่อย

4. ปิดการปรับแสงหน้าจออัตโนมัติ

ปรับตั้งค่าแสงเอง แบบที่ไม่ต้องให้เครื่องปรับอัตโนมัติ เพราะว่าจะทำให้เครื่องสะดุด และก็หาที่ร่มๆ เล่น แสงจะได้ไม่เข้าเครื่อง เพราะว่ามันเล่นยาก มองอะไรไม่ค่อยเห็น

5. ปรับตั้งค่ากราฟฟิกให้เหมาะสม

สำคัญที่สุดคุณต้องค่าต่างๆ ให้เหมาะสมกับเครื่องของคุณ หากว่าเครื่องของคุณไม่ได้ดีอะไรมากมาย คุณต้องค่าภาพสวยๆ เอาไว้ เครื่องมันจะหน่วงแน่นอน คุณต้องค่ากราฟฟิคให้ต่ำที่สุด แนะนำเลยก็คือไม่ว่าเครื่องจะดีแค่ไหน ก็ตั้งค่ากราฟฟิคระดับกลางก็พอ เพราะมันกินแรงเครื่องเยอะ ยิ่งไปบวกกับเวลาที่เนตสะดุดอีก แบบนี้ค้างแน่นอน เล่นยังไงก็เสียอารมณ์ ปิดในส่วนของภาพ HD ไปเลย ภาพธรรมดาก็สวยแล้ว

MobileUncategorized

วิวัฒนาการของ SIM มือถือ

คนที่ใช้โทรศัพท์มือถือย่อมรู้จักและคุ้นเคยกับ “ซิมการ์ด” (SIM card) เป็นอย่างดี เพราะเป็นซิมขนาดเล็กที่ผู้ให้บริการเครือข่ายจะให้กับผู้สมัครใช้บริการ เมื่อทำการใส่ซิมที่ได้ลงไปในสมาร์ทโฟนก็จะสามารถใช้งานเครือข่ายนั้นได้ทันที ส่วนค่าใช้จ่ายก็เป็นไปตามเงื่อนไขหรือแพคเกจที่ได้สมัครไว้ตั้งแต่เริ่มต้นก่อนการใช้งาน และข้อดีอีกอย่างของซิมการ์ดคือสามารถถอดเปลี่ยนออกมาได้ทำให้ผู้ใช้งานสามารถเปลี่ยนสมาร์ทโฟนจากเครื่องหนึ่งไปอีกเครื่องหนึ่งโดยที่ไม่ต้องเปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์เสียด้วยซ้ำ ส่งผลให้ผู้ใช้งานมีความสะดวกมากขึ้น

สมัยเริ่มต้นที่มีการใช้ซิมการ์ด รูปแบบของซิมการ์ดจะมีขนาดค่อนข้างใหญ่ คือ Mini SIM ขนาด 25mm x 15mm x 0.76mm ต่อมาก็ปรับเปลี่ยนให้มีขนาดเล็กลง Micro SIM 15mm x 12mm x 0.76mm จนปัจจุบันเหลือขนาด Nano SIM 12.3mm x 8.8mm x 0.67mm ซึ่งการปรับเปลี่ยนขนาดของซิมมีปัจจัยมาจากเครื่องสมาร์ทโฟนที่ออกแบบมาให้เล็กและบางลงในบางรุ่นก็เป็นแบตเตอรี่ที่ถอดออกไม่ได้จึงเป็นสาเหตุที่ต้องปรับเปลี่ยนซิมให้มีขนาดเล็กลงตามไปด้วย

ซึ่งในอนาคตรูปแบบของซิมการ์ดจะเริ่มเปลี่ยนไปโดย GSMA (GSM Association) องค์กรตัวแทนบริษัทโทรคมนาคมกว่า 800 บริษัททั่วโลกและบริษัทที่เกี่ยวข้องกับการบริการด้านเครือข่ายอีกกว่าร้อยบริษัทที่มีการริเริ่มพุดคุยเกี่ยวกับการความสามารถควบคุมซิมการ์ดจากระยะไกล (Remote SIM Provisioning) แบบไร้สายไปยังอุปกรณ์ของผู้ใช้งาน ด้วยการนำ embedded SIM (eSIM) หรือที่เรียกว่าซิมการ์ดแบบฝังเข้าไปในอุปกรณ์มาใช้แทนซิมแบบเดิมที่ถอดเปลี่ยนได้

eSIM จะไม่ใช่ซิมแบบเดิมๆ เพราะมันสามารถที่จะตั้งโปรแกรมได้ จึงเหมาะสำหรับนำไปติดตั้งบนอุปกรณ์อย่างถาวรในระหว่างการผลิต เช่น ใน Smartwatch หากว่าอนาคตสมาร์ทโฟนมาปรับเปลี่ยนเป็น eSIM แน่นอนว่าย่อมส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคอยู่บ้าง แต่ท้ายสุดผู้บริโภคก็จะได้รับประโยชน์เพราะการกำจัดช่องใส่ซิมการ์ดพื้นที่ภายในสมาร์ทโฟนก็จะมีเหลือเยอะขึ้นสำหรับนำไปพัฒนาเพิ่มส่วนประกอบอื่นๆ อาทิเช่น เพิ่มความจุของแบตเตอรี่ หรือฟีเจอร์กันน้ำ เป็นต้น นอกจากนั้น eSIM อาจจะเป็นอุปสรรคต่อผู้ที่เดินทางไปต่างประเทศบ่อยๆ เพราะโรมมิ่งมีราคาสูง จึงทำให้เลือกที่จะใช้บริการ WiFi หรือใส่ซิมท้องถิ่นแทน

จากที่กล่าวมาในข้างต้นยังอยู่ในช่วงของการพูดคุยซึ่งยังไม่ได้กำหนดเป็นรูปธรรมอย่างเด่นชัด เพราะยังต้องมีการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างซึ่งต้องมีการทำความเข้าใจและข้อตกลงร่วมกันระหว่างผู้ผลิต ผู้ให้บริการเครือข่ายและผู้เกี่ยวข้องด้านอื่นๆ อีกมากมาย แต่ก็ถือว่าเป็นก้าวแรกที่จะเป็นก้าวยิ่งใหญ่ต่อไป คาดว่าในช่วงแรกย่อมมีความสับสนชั่วคราวในการใช้งานแต่พอผ่านไปสักระยะหนึ่ง ก็จะเป็นประโยชน์ในระยะยาวอย่างแน่นอน

Uncategorized

my By CAT ทางเลือกใหม่ของคนช่องท่องเน็ต

my-by-cat-net-online

หลายคนคงจะทราบว่า my คือบริการในระบบ GSM ปล่อยสัญญาณออกมาในรูปแบบ คลื่นความถี่ UTMS/HSPA (3G/3G+) บนคลื่น 850 MHz. ซึ่งกสท.หรือ CAT เป็นเจ้าของอยู่ ดั้งเดิมคลื่นนี้คงให้บริการแบบ CDMA แล้วปล่อยสัมปทานให้กับบริษัทเอกชนในชื่อ “HUTCH” ต่อมาไม่นาน HUTCH ก็เลิกกิจการไป ทาง Truemove ก็เข้ามาซื้อสัมปทานต่อที่เหลือ (ประมาณ 15 ปี) หลังจากนั้นก็ปรับเปลี่ยนการให้บริการจากระบบ CDMA มาเป็น GSM แทนภายใต้การดำเนินการของบริษัท Real Move

ในความเกี่ยวข้องระหว่าง my กับ Truemove-H สืบเนื่องมาจากสัปทานยังคงเป็นฉบับเดิมแค่เปลี่ยนผู้ถือ กล่าวคือ ตอนที่ HUTCH ตั้งเสาส่ง CDMA ดังนั้นตามสัมปทานทั้งเสาและอุปกรณ์จะต้องเป็นของ CAT และต้องติดอุปกรณ์ส่งสัญญาณของ CAT เข้าไปด้วย พอมาเปลี่ยนเป็นของ Real Move ก็ยังคงต้องทำเหมือนเดิม จึงสามารถสรุปสั้นๆ ได้ว่า พื้นที่ตรงไหนที่มี TrueMove-H ตรงนั้นก็จะมี my พ่วงไปด้วยเช่นกัน

หากเป็นเช่นนั้นจึงสามารถการันตีได้เลยว่าความแรงของสัญญาณครอบคลุมในทุกพื้นที่ เพราะเสาของ CAT มีตั้งอยู่ทั่วประเทศ ส่วนสิ่งที่ Real Move ต้องทำคือการส่งสัญญาณและเปลี่ยนอุปกรณ์เท่านั้นเอง ประกอบมีระยะเวลาสัมปทานที่เหลืออยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว จึงสามารถทำอะไรอย่างอื่นได้อีกมากมายกว่าเครือข่ายอื่นๆ นอกจากนั้นคลื่น 850 ของ CAT ก็ไม่ได้มีความแตกต่างกับ 900 ของสัมปทาน AIS เลย แต่ถ้ากังวลว่า Truemove-H กับ CAT จะเบียดสัญญาณกัน ด้วยประสิทธิภาพของ 3G สามารถที่จะส่งสัญาณทั้งเสียงและข้อมูลพร้อมกัน ฉะนั้นจึงหมดห่วงเรื่องนั้นได้

ดังนั้น เมื่อเข้าใจที่มาที่ไปของ CAT แล้ว เรามาลองดูข้อดีข้อเสียระบบ my กันดีกว่าคะ

ข้อดีของระบบ my

  1. มีความเร็วพอประมาณ แต่รับรองว่าครอบคลุมทุกพื้นที่
  2. มีความเสถียรพอสมควร แม้ผู้ใช้จะอยู่ในรถขณะกำลังเคลื่อนที่
  3. โปรโมชั่นราคาถูก เพราะ CAT ไม่ค่อยมีการโฆษณาจึงคาดว่านำค่าใช้จ่ายส่วนนี้มาเป็นโปรโมชั่นลดราคา

ข้อเสียของระบบ my

  1. ศูนย์ให้บริการน้อยมาก เวลามีปัญหามักจะหาตัวแทนช่วยแก้ไขค่อนข้างยาก โดยเฉพาะการติดต่อ Call Center
  2. เรื่องระบบการออกใบแจ้งค่าใช้บริการมีความล่าช้า ทำให้กว่าผู้ใช้บริการจะได้ชำระก็แทบจะเลยเวลาไปแล้ว
  3. กรณีที่พื้นที่ใช้บริการไม่มีสัญญาณ 3G จะถูก Roaming เข้าระบบ 2G ทำให้ความแรงของสัญญาณอาจดรอปลง

เมื่อพิจารณาถึงข้อดีข้อเสียของ my by CAT แล้ว คงพอจะทำให้ผู้ที่คิดจะใช้บริการระบบนี้สามารถนำสิ่งที่กล่าวไว้ในข้างต้นไปเป็นองค์ประกอบในการตัดสินใจได้บ้างไม่มากก็น้อย เพราะถึงแม้ว่า CAT จะยังไม่เป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายแต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีผู้เลือกใช้บริการของระบบนี้เสียเลย ดังนั้น CAT จึงอาจเป็นทางเลือกใหม่ที่ผู้รักการท่องอินเตอร์เน็ตได้ทดสอบดูก็ได้คะ

MobileUncategorized

แอพพลิเคชั่นเด็ด ที่ทุกเครื่องควรมี!!!

App good moblie lift

หากว่าคุณมีเครื่อง Smart Phone ที่สุดยอดแล้ว แต่ถ้าไม่โหลดแอพพลิเคชั่นเจ๋งๆ ถือว่าพลาดเป็นอย่างมากเชียวล่ะ แต่ปัจจุบันแอพพลิเคชั่นที่มีให้ดาวน์โหลดก็มีให้เลือกมากมายมหาศาล ถ้าจะโหลดทุกแอพคงไม่ไหวแน่ ดังนั้นวันนี้เราจึงจะมาแนะนำ 7 แอพเด็ดๆ ที่ควรมีติดเครื่องไว้คะ

  1. SHAREit

เป็นโปรแกรมที่เหมาะกับคนที่ใช้มือถือในการรับส่งไฟล์ เพราะจุดเด่นของมันก็คือ คุณสามารถรับ-ส่งไฟล์ให้กันได้ทันที กรณีที่เครื่องอยู่ห่างกันไม่ไกล ทำให้สะดวกและรวดดร็วแถมยังโหลดได้ทั้งระบบ Android กับ iOS

  1. Google Map

ใครที่ชอบเดินทางไม่ควรพลาดโหลดแอพนี้ติดเครื่องไว้ไม่มีหลงอย่างแน่นอน แถมยังมีแผนที่ไปได้ทั่วโลกและยังสามารถใช้ offline ได้อีกด้วย ซึ่งถ้าคุณใช้ระบบ Android เจ้าโปรแกรมนี้จะมีติดเครื่องมาให้อยู่แล้ว ส่วนระบบ iOS ก็ไม่ต้องน้อยใจไป เพราะใน Apps store ก็มีให้โหลดฟรีเช่นกัน

  1. Quick Pic

คือโปรแกรมไว้สำหรับส่องภาพขนาดเล็ก ส่วนลูกเล่นของแอพนี้จะแสดงผลได้อย่างรวดเร็วและยังปรับหน้าจอให้แสดงผลเป็น Theme ในรูปแบบต่างๆ ได้ตามแต่ที่เราต้องการ รวมทั้งจะเลือกแสดงผลแบบสไลด์โชว์ก็ได้ แต่น่าเสียดายที่มีให้โหลดแค่ใน Android เท่านั้น

  1. Instagram

เป็นอีกหนึ่ง Social Network ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดอีกแอพหนึ่ง เชื่อได้ว่ามือถือแทบทุกเครื่องจะต้องมี เพราะเป็นแอพที่จะช่วยให้คุณสามารถอัพโหลดรูปถ่ายสวยๆ ไว้อวดเพื่อนได้อย่างว่องไว ที่สำคัญคุณยังสามารถปรับแต่งรูปภาพได้มากมายก่อนที่จะทำการอัพโหลดอีกด้วย

  1. Joox

คราวนี้มาเอาใจคนรักเสียงเพลงกันบ้างกับโปรแกรมฟังเพลงตัวใหม่ที่เพิ่งเปิดให้บริการไม่นาน แต่มีความโดดเด่นไม่แพ้ใครด้วยจำนวนเพลงที่เยอะถูกใจคอเพลงเป็นอย่างมาก และแน่นอนว่าให้ฟังเพลงกันฟรีๆ ไปเลย

  1. Camera 360

บางครั้งการถ่ายรูปออกมาอาจจะไม่สวยอย่างที่ใจคิด แต่เมื่อคุณโหลดแอพแต่งภาพสุดแบ๊วนี้มาคงถูกใจสายแบ๊วไม่ใช่น้อย เพราะจะทำให้ภาพของคุณสวยใสเนียนกริบไม่ต่างกับกล้องมือโปรขั้นเทพไว้อัพอวดเพื่อนๆ อย่างมั่นใจ

  1. Apps สำหรับสนทนาและแชท

มาถึงแอพสุดท้ายที่ใครไม่มีติดเครื่องถือว่าเชยสุดๆ เพราะการสื่อสารเป็นเรื่องที่สำคัญ ไม่ว่าจะเป็น Apps WeChat, Skype, Line ล้วนแล้วแต่สร้างประโยชน์ให้กับผู้ที่ใช้มาแล้วทั้งนั้น

แอพพลิเคชั่นที่เรานำมาเสนอในข้างต้นนั้น หวังว่าคงจะถูกใจใครหลายๆ คน ซึ่งถ้าใครยังไม่เคยใช้ก็ลองไปหาโหลดมาทดลองใช้กันดูคะ

Uncategorized

3bb มิติใหม่ของอินเตอร์เน็ตบ้าน

หลายคนที่มีปัญหากวนใจไม่รู้ว่าจะเลือกอินเตอร์เน็ตใช้งานภายในที่พักอาศัยของเครือข่ายไหนดี เพราะแต่ละเครือข่ายเองก็มีข้อดีข้อเสียที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งเครือข่ายที่เปิดให้บริการใช้งานอินเตอร์เน็ตบ้านนอกจากจะมี True, AIS แล้วยังมีอีกหนึ่งเครือข่ายที่ไม่ถือว่าเป็นน้องใหม่ เพราะมีเปิดให้ใช้บริการมาพอสมควรแล้ว แต่บางคนอาจไม่คุ้นชิน คือ 3bb internet เพิ่มมาอีกช่องทาง ฉะนั้นเรามาลองดูกันดีกว่าว่า 3bb มีอะไรบ้างที่คุณควรสนใจ

ก่อนอื่นควรพิจารณาจากเงื่อนไขต่างๆ เสียก่อน เพื่อจะได้วัดความแตกต่างของเครือข่ายโดย 3BB internet ช่วงเริ่มต้นการติดตั้ง ค่าติดตั้ง อาจไม่มีค่าใช้จ่าย (โปรโมชั่นในบางช่วง) แต่ต้องเสียเงินในการซื้อ router 3bb เอง ราคา router wifi 3bb จะมีราคาค่อนข้างแพงกว่าเครือข่ายอื่นๆ และรับประกันแค่เพียง 1 ปี ก็ต้องหามาเปลี่ยน ผู้ที่เหมาะจะใช้งานจึงควรเป็นผู้ที่มีความรู้ในเรื่องการเลือกซื้ออุปกรณ์ Network พอสมควร และชอบลองของใหม่ๆ เพราะต้องไปเดินหาซื้อ router มาใช้งานเองให้ได้ตามสเปกที่ต้องการ กรณีที่ตัว router ของ 3bb มีปัญหา ส่วนในเรื่องของสัญญาณ internet ต้องยอมรับว่ามีความแรงไม่แพ้ใคร ซึ่งเราสามารถสรุปข้อดี ข้อเสียให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ดังนี้

ข้อดี

  1. สายสัญญาณจะใช้เป็นสายเคเบิ้ล ทำให้มีความเร็ว เสถียร จึงเป็นอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงขั้นเยี่ยม
  2. มีพื้นที่การให้บริการครอบคลุมในต่างจังหวัด มากกว่าเครือข่ายอื่นๆ
  3. ค่าบริการรายเดือนราคาถูก และมีให้เลือกหลายแพ็คเก็จ
  4. มีพื้นที่ 3BB Cloud Storage มาให้ด้วย พร้อมกันนั้นยังมีบริการ TV online และหนังออนไลน์มาให้รับชมกันแบบไม่มีค่าใช้จ่ายอีกด้วย

ข้อเสีย

  1. ค่าใช้จ่ายในการติดตั้งจะขึ้นอยู่กับช่วงระยะเวลาว่าเป็นช่วงโปรโมชั่นหรือไม่ ถ้าไม่ใช่ช่วงโปรก็ต้องเสียค่าใช้จ่าย
  2. ไม่มี router พร้อมใช้งานได้ แถมมาให้เหมือนกับของทรู ลูกค้าจำเป็นต้องหาซื้อเองหรือถ้ามีอยู่แล้วก็สามารถงานใช้ได้ แต่ถ้าจะซื้อของ 3BB ก็อาจจะแพงเสียหน่อย
  3. Service หลังการขายไม่ค่อยดีเท่าไหร่ รวมทั้ง call center ที่ให้คำตอบไม่ชัดเจนกับผู้ใช้บริการเท่าที่ควร
  4. ช่องทางการชำระเงินค่อนข้างยุ่งยาก เพราะมีสถานที่ให้เลือกชำระน้อย

จากที่พิจารณาข้อเปรียบเทียบเหล่านี้แล้ว สามารถสรุปได้ว่า เครือข่าย 3BB อาจจะยังมีข้อบกพร่องทั้งเรื่องการให้บริการ หรือความพร้อมของอุปกรณ์ต่างๆ เหมือนเช่นเครือข่ายอื่นๆ ที่มีมาให้ตั้งแต่ที่คุณเริ่มสมัครใช้งานแต่สิ่งหนึ่งที่ 3BB เหนือไม่แพ้ใครก็คือความแรงของสัญญาณ ยิ่งถ้าใครอยู่ใกล้เสาสัญญาณด้วยแล้ว รับรองได้ว่าเวลาท่องโลกอินเตอร์เน็ตจะลื่นไหล เพลิดเพลินไม่มีสะดุดเลยล่ะ ซึ่งการจะเลือกใช้หรือไม่คงอยู่ที่คุณต้องตัดสินใจว่าความต้องการของคุณคืออะไร เพราะการได้อย่างหนึ่ง อาจจะต้องเสียอีกอย่างคะ